ข้อควรระวังและเหตุผลที่ไม่ควรผ่าตัดใส่เลนส์ตาเพื่อแก้สายตา
การผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ใส่เลนส์เข้าไปทับเลนส์เดิม) หรือการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา (เอาเลนส์ธรรมชาติออกแล้วใส่เลนส์เทียม) เพื่อแก้ค่าสายตาสั้น ยาว หรือเอียง แม้จะเป็นทางเลือกที่ทำได้ แต่จักษุแพทย์มีข้อควรระวังอย่างมาก เนื่องจากเป็นการผ่าตัดเข้าไปในลูกตา ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าการทำเลสิก (LASIK) ที่ทำเพียงผิวกระจกตาด้านนอก
ความเสี่ยงและเหตุผลที่แพทย์อาจไม่แนะนำให้ทำ
- เสี่ยงต่อภาวะจอประสาทตาหลุดลอก: โดยเฉพาะในคนที่สายตาสั้นมากๆ และยังอายุน้อย การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาจะเพิ่มความเสี่ยงที่จอประสาทตาด้านหลังจะฉีกขาดหรือหลุดลอก ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้
- เสียความสามารถในการเพ่งมองใกล้: เลนส์ตาธรรมชาติของคนเรามีความยืดหยุ่นและปรับโฟกัส (เพ่งดูของใกล้) ได้ดีเยี่ยม หากผ่าตัดเอาเลนส์ธรรมชาตินี้ออกตั้งแต่อายุยังน้อย คุณจะสูญเสียระบบโฟกัสอัตโนมัตินี้ไปถาวร แม้เลนส์เทียมยุคใหม่จะพัฒนาไปมาก แต่ก็ยังทำงานแทนธรรมชาติได้ไม่สมบูรณ์ 100%
- กระจกตาอาจขุ่นมัวในอนาคต: การใส่เลนส์เสริมเข้าไปในตาอาจทำให้ “เซลล์กระจกตา” (เซลล์ที่คอยสูบน้ำออกจากกระจกตาให้ใส) ลดจำนวนลงเร็วกว่าปกติ หากก่อนผ่าตัดแพทย์ตรวจพบว่าคุณมีเซลล์นี้น้อยอยู่แล้ว จะไม่สามารถผ่าตัดได้ เพราะอาจทำให้ตาขุ่นมัวจนต้องปลูกถ่ายกระจกตาใหม่
- พื้นที่ในตาแคบเกินไป: หากโครงสร้างภายในลูกตาของคุณมีพื้นที่แคบ การใส่เลนส์เสริมเข้าไปอาจไปอุดตันทางเดินน้ำหล่อเลี้ยงในตา ทำให้ความดันตาขึ้นสูงจนกลายเป็น โรคต้อหิน หรือเลนส์เทียมอาจไปขูดกับเลนส์ตาเดิมจนกลายเป็น โรคต้อกระจก ได้
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง: การผ่าตัดทุกชนิดที่ต้องเจาะเข้าไปภายในลูกตา มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรืออักเสบอย่างรุนแรง ซึ่งแม้จะพบได้น้อยมาก แต่หากเกิดขึ้นอาจทำให้ตาบอดได้
สรุปคำแนะนำเบื้องต้น
หากคุณยังอายุน้อยและโครงสร้างกระจกตาปกติ แพทย์มักจะแนะนำให้แก้สายตาด้วยการทำเลเซอร์ (เช่น เลสิก หรือ PRK) เป็นอันดับแรก ส่วนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตานั้น มักจะสงวนไว้สำหรับผู้ที่มีอายุเข้าสู่วัยสายตายาว หรือผู้ที่เริ่มมีภาวะต้อกระจกแล้วเท่านั้น
แหล่งอ้างอิง:
- แนวทางเวชปฏิบัติและข้อแนะนำทางคลินิก – ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย
- American Academy of Ophthalmology (AAO) – ข้อมูลการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติสำหรับประชาชน
